"ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มุ่งมั่นยึดหลักคุณธรรม"
บทความ
แก้ไขกฎหมายอาญาเรื่องรอการลงโทษ!!!
26 Aug 2016 12:58pm

เดิมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งเกี่ยวกับลักษณะรอการลงโทษ นั้น ได้บัญญัติไว้ว่า  

วรรคแรก  “ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้น มีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้”

วรรคสอง “ เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดนั้น ศาลอาจกำหนดข้อเดียว
หรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้
(1)    ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือจัดให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าพนักงานและผู้กระทำความผิดเห็นสมควร
(2)    ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(3)    ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(4)    ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(5)    เงื่อนไขอื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก

วรรคสาม  “เงื่อนไขตามที่ศาลได้กำหนดตามความในวรรคก่อนนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอของผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควรศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขข้อใด ตามที่กล่าวในวรรคก่อนที่ศาลยังมิได้กำหนดไว้เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้”

ปัจจุบัน ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 31 ก ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2559 โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (8 เมษายน 2559)  โดย มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15 พ.ศ.2545 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน) มาตรา 56 วรรคแรก “ผู้ใดกระทําความผิดซึ่งมีโทษจําคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น
(1)    ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือ
(2)    เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสําหรับความผิดท่ีได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
(3)    เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

“และเมื่อศาลได้คํานึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายาม บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกําหนดโทษ หรือกําหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจําคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กําหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกําหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้”

วรรคสอง  “เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจกําหนดข้อเดียว หรือหลายข้อตามควรแก่กรณีได้ ดังต่อไปนี้
(1)    ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนํา ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือ จัดให้กระทํากิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์
(2)    ให้ฝึกหัดหรือทํางานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(3)    ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนําไปสู่การกระทําความผิดในทํานอง เดียวกันอีก
(4)    ให้ไปรับการบําบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกําหนด
(5)    ให้เข้ารับการฝึกอบรม ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกําหนด
(6)    ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย หรือห้ามเข้าในสถานที่ใดในระหว่างเวลาที่ศาลกําหนด ทั้งนี้ จะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจํากัดการเดินทางด้วยก็ได้
(7)    ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเยียวยาความเสียหายโดยวิธีอื่นให้แก่ผู้เสียหายตามที่ ผู้กระทําความผิดและผู้เสียหายตกลงกัน
(8)    ให้แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม หรือชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการดังกล่าว
(9)    ให้ทําทัณฑ์บนโดยกําหนดจํานวนเงินตามที่ศาลเห็นสมควรว่าจะไม่ก่อเหตุร้าย หรือก่อให้เกิด ภยันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สิน
(10)    เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกําหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทํา ความผิดกระทําหรือมีโอกาสกระทําความผิดขึ้นอีก หรือเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหายตามที่เห็นสมควร

วรรคสาม  “เงื่อนไขตามที่ศาลได้กําหนดตามความในวรรคสองนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคําขอ ของผู้กระทําความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้กระทําความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกําหนดเงื่อนไขข้อใดตามที่กล่าวในวรรคสอง ที่ศาลยังมิได้กําหนดไว้เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้ หรือถ้ามีการกระทําผิดทัณฑ์บนให้นําบทบัญญัติมาตรา 47 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาในข้างต้นสรุปได้ ดังนี้
1. แต่เดิมหากมีการลงโทษปรับสถานเดียวกฎหมายไม่เปิดช่องให้ศาลกำหนดรอการลงโทษแต่ปัจจุบันในกรณีที่ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดโดยการปรับสามารถรอการลงโทษได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษโดยกำหนดเงื่อนไขในการรอการลงโทษตามมาตรา 56 วรรคสอง
2. แต่เดิมหากศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษศาลต้องกำหนดการลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่ปัจจุบันศาลต้องกำหนดการลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม
3. แต่เดิมจำเลยต้องไม่เคยโทษจำคุกมาก่อน หรือ หากเคยถูกจำคุกต้องเป็นกรณีกระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ แต่ปัจจุบัน แม้จะเป็นความผิดโดยเจตนาหรือไม่เจตนาแต่เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือหากเกินกว่า 6 เดือน แต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่า 5 ปี แล้วมากระทำความผิดอีกโดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดรอการลงโทษได้
4. เดิมการใช้ดุลพิจนิจของศาล กฎหมายให้ศาลคำนึงถึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้วเห็นเป็นการสมควร แต่ปัจจุบัน กำหนดให้ศาลคำนึงเพิ่มเติมจากที่กล่าวมา คือ การรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น
5. ในส่วนของเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ ปัจจุบัน ได้ตัด คำว่า “ ตามที่เจ้าพนักงานและผู้กระทำความผิดเห็นสมควร”  ออกไป โดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่าศาลน่าจะเป็นผู้กำหนดกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะเอง และได้มีการเพิ่มเติมแก้ไข เงื่อนไขในการคุมความประพฤติ ตามมาตรา 56 วรรคสอง (5) ถึง (10) ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้น โดยเกี่ยวกับ การกำหนดให้ฝึกการอบรม / กักบริเวณนอกที่อยู่อาศัยโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จำกัดการเดิน /  การชดใช้ค่าสินไหมหรือเยียวยาตามที่ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายตกลงกัน / แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมหรือชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว / ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินตามที่ศาลเห็นสมควรว่าจะไม่ก่อเหตุร้าย และเงื่อนไขในการเยียวยาตามที่ศาลเห็นสมควร  



                                                                                                                                                   นายกิตจา  ศรีเจริญ
                                                                                                                                                        ทนายความ
                                                                                                                                                   10 สิงหาคม 2559

บทความ
    ติดต่อผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค