"ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มุ่งมั่นยึดหลักคุณธรรม"
บทความ
ขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยคู่สมรสเป็นเพศเดียวกัน
06 Mar 2019 03:22pm (Update 06 Mar 2019 03:24pm)

ล่าสุดมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีที่คู่สมรส (ตามกฎหมายต่างประเทศ) ซึ่งเป็นเพศเดียวกัน ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่ถึงแก่ความตาย ดังต่อไปนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพิจารณาว่าผู้ร้องคนสัญชาติไทยมีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายซึ่งมีสัญชาติอังกฤษในฐานะเป็นหุ้นส่วนชีวิตได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม พรบ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องกับผู้ตายจดทะเบียนหุ้นส่วนชีวิตถูกต้องตามเงื่อนไขของ Civil Partnership Act 2004 กล่าวคือ เป็นบุคคลเพศเดียวกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี และไม่มีหุ้นส่วนชีวิตตามกฎหมายอยู่แล้ว หรือแต่งงานตามกฎหมายแล้ว และทั้งสองฝ่ายไม่อยู่ในลำดับชั้นญาติที่จะสมรสกันไม่ได้

ดังนั้น การจดทะเบียนหุ้นส่วนชีวิตเป็นสัญญาชนิดหนึ่งมีผลบังคับตาม Civil Partnership Act 2004 และการให้หุ้นส่วนชีวิตมีสิทธิในมรดกของอีกฝ่ายตาม Administration of Estates Act 1925 ของประเทศสหราชอาณาจักรไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทยตาม พรบ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 5 เพราะเป็นการใช้สิทธิเท่าเทียมกันแก่บุคคลเพศเดียวกันที่จะใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางเพศกำเนิด ตามหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักการตามรับธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ ศักศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง” และมาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”

เมื่อ พรบ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ ภาค 6 มรดก มาตรา 38 บัญญัติว่า “ในส่วนที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ มรดกโดยสิทธิโดยธรรม หรือโดยพินัยกรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย” และได้ความจากทางไต่สวนว่า ตาม Administration of Estates Act 1925 ของประเทศสหราชอาณาจักรอันเป็นกฎหมายภูมิลำเนาของผู้ตายในขณะถึงแก่ความตาย ข้อ 46 (1) ( i ) บัญญัติให้หุ้นส่วนชีวิตมีสิทธิในทรัพย์มรดกที่เป็นสังหาริมทรัพย์ของผู้ตายโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้ร้องจึงเป็น ผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตายได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย ประกอบกับทายาทของผู้ตายยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก เฉพาะสังหาริมทรัพย์ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

บทความ
    ติดต่อผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค