"ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มุ่งมั่นยึดหลักคุณธรรม"
บทความ
ทำสัญญากู้ยืมโดยให้ผู้กู้ลงชื่อในกระดาษเปล่า แล้วผู้ให้กู้กรอกข้อความและจำนวนเงินภายหลัง
05 May 2020 01:10pm


กรณีดังกล่าวสามารถแยกพิจารณาได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
1.หากการกรอกข้อความและจำนวนเงินภายหลังของผู้ให้กู้เป็นการกรอกข้อความและจำนวนเงินตามความเป็นจริง ตามจำนวนเงินที่กู้ยืมกัน  และผู้กู้ได้รับเงินไปแล้ว ถือว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หนังสือสัญญากู้ที่กรอกข้อความภายหลังใช้เป็นหลักฐานการกู้เงินและใช้ฟ้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย
2. หากผู้ให้กู้กรอกจำนวนเงินภายหลังที่กู้ยืมกันเกินกว่าความเป็นจริงโดยผู้กู้ไม่ยินยอม แม้ผู้กู้จะได้รับเงินไปแล้ว หนังสือสัญญากู้ยืมที่กรอกข้อความภายหลังถือเป็นหนังสือสัญญากู้ปลอม ผู้ให้กู้จะอ้างหนังสือสัญญานั้นเป็นพยานหลักฐานในการกู้ยืมไม่ได้ แม้ผู้กู้จะยอมรับว่ากู้เงินกันจริงก็ตาม ผู้กู้ก็ไม่ต้องรับผิด  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2547
จำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญาเงินกู้เป็นเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้

คําพิพากษาฎีกาที่ 7541/2548
จําเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินในช่องผู้กู้โดยยังไมมีการกรอกขอความ โจทก์ได้กรอกข้อความในภายหลังซึ่งจํานวนเงินนั้นเกินกว่าจํานวนหนี้ที่เป็นจริง โดยจําเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนังสือสัญญากู้เงินจึงไม่สมบูรณ์ เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์จะอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีอย่างใดไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามฟ้องจึงไมมีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่  759/2557
จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินไปจำนวน 390,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กรอกจำนวนเงินในภายหลังว่าจำเลยกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งมากกว่าจำนวนหนี้กู้ยืมที่มีอยู่จริงในวันทำสัญญากู้ยืมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม และถือได้ว่าการกู้ยืมตามฟ้องโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้การรับแล้วที่โจทก์ไม่จำต้องอ้างสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินในจำนวนที่รับว่าได้กู้ยืมจากโจทก์

แม้ผู้กู้จะยอมรับว่ากู้เงินจริงก็ไม่ต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2537
โจทก์กรอกข้อความและจำนวนเงินลงในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อให้โจทก์ไว้เกินไปจากความจริงโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์15,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันโจทก์ไว้ 15,000 บาท โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ใช้เงินตามจำนวนที่กู้ยืมและค้ำประกันจริงได้ ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินและค้ำประกันคดีนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,000 บาทด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1539/2548
จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวและแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย คงมีแต่จำเลยที่ 1 ฎีกายกเหตุดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

บทความ
    ติดต่อผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค