"忠于专业,坚守道德原则"
新闻
สภาทนายความออกแถลงการณ์ จี้กรมสรรพากรปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลรธน. สามี ภริยาแยกยื่นภาษี
30 Jul 2012 11:20am (Update 30 Jul 2012 11:23am)

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ ย้ำชัด คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ได้สร้างเป็นบรรทัดฐานใหม่ในหลักการยื่นภาษีเงินได้ทุกประเภทของสามีและ ภริยา สอดคล้องกับหลักเรื่องสิทธิเสรีภาพ

วันที่ 10 กรกฎาคม สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ เรื่อง สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องที่พิจารณา ๓๖/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ได้วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ในหลักการของการยื่นภาษีเงินได้ทุก ประเภทของสามีและภริยา โดยให้แยกกันยื่นได้นั้น เป็นคำพิพากษาที่สร้างบรรทัดฐานที่สอดคล้องกับหลักเรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคที่ชอบด้วยหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน กำหนดให้สามีและภริยารวมกันยื่นภาษีเงินได้โดยถือเสมือนว่าเป็นบุคคลคน เดียวกัน อันเป็นการสร้างภาระทางภาษีให้กับภริยาเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นหลักการที่มีมานานแล้ว แต่ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ได้เคยเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการ แก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว แต่ก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในด้านการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรมแต่อย่างใด ทั้งในการสอน การศึกษาและวิจัยภาษีอากรในคณะนิติศาสตร์ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการบัญญัติกฎหมายและการจัดเก็บ ภาษีดังกล่าวนี้ขัดกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เสียภาษีอากรอย่างชัดเจนตลอดมา แต่ก็ยังไม่มีการปรับปรุงจนมีคดีเข้าสู่การพิจารณาโต้แย้งในศาลยุติธรรม และศาลยุติธรรมได้ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจนมีคำวินิจฉัยโดย สรุปว่า

"ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากรมาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ ที่กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และกำหนดให้เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา ๕๗ ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภริยาในกรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ต้องเสียภาษีสูงกว่ากรณีของสามีภริยาที่ภริยามีรายได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และยังทำให้หญิงมีสามีซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ทั้งยังไม่เป็นการมุ่งสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ชายหญิงจึงไม่นิยมสมรสกันเพราะต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ที่สมรสกันอยู่แล้วก็ต้องวางแผนภาษีโดยการจดทะเบียนหย่าเพื่อที่จะไม่ต้องนำ เอาเงินได้พึงประเมินของทั้งสองฝ่ายมารวมกันให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูง ขึ้น บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือก ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล และมิได้เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐

ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖"

เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นบรรทัดฐานข้างต้น ซึ่งก็จะเป็นผลให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล รัฐธรรมนูญโดยการออกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งจะใช้บังคับสำหรับการยื่นแบบแสดงภาษีประจำปีในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ใหม่

สภาทนายความ เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นการสร้างพื้นฐานและความเข้าใจในการปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์เรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญที่เห็นอย่างชัดเจน

อนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดที่หน่วยงานของรัฐต้องนำ ไปปฏิบัติและมีผลผูกพันทุกหน่วยงานและองค์กร ในปัจจุบันมีความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลต่อการเมือง สังคม และผลกระทบกับการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค สิทธิชุมชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม มีอยู่อีกหลายเรื่องที่ควรจะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ให้เป็นบรรทัดฐานดังเช่นกฎหมายภาษีอากรข้างต้น

สภาทนายความจึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในทุกสาขาได้ช่วยกัน สนับสนุนให้มีการใช้รัฐธรรมนูญให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ สังคมในทุกระบบ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและเอกชน นักการเมือง นักวิชาการ และโดยเฉพาะนักกฎหมาย ต้องให้ความเคารพและให้เกียรติกับสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ

文章
    Social Network